
ลองนึกภาพว่าคุณเดินไปตามถนน แล้วจู่ๆ ก็พบธนบัตร 100 บาทหล่นอยู่บนพื้น ทีนี้ ลองคิดดูว่าคุณจะใช้เงิน 100 บาทนี้ยังไง? จะใช้อย่างระมัดระวังเหมือนเงินที่เราหาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง หรือจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยกับเงินที่ได้มาฟรีๆนี้
นั่นแหละคือ ปรากฏการณ์เงินลม (Windfall Effect) แบบสั้นๆ คือ: เมื่อเราได้เงินมาโดยไม่คาดฝัน หรือไม่ได้หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เราจะปฏิบัติกับเงินนั้นเหมือน "เงินสนุก" ไม่ใช่ "เงินจริง" เราจะใช้จ่ายมันอย่างเหลวไหลและไม่รอบคอบกว่าปกติ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
มันรู้สึกเหมือนของขวัญ ไม่ใช่เงินเดือน – คุณวางแผนรายจ่ายจากเงินเดือนปกติของคุณแล้ว เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินที่ "จำเป็น" เพื่อความอยู่รอด สมองของคุณเลยจัดเก็บมันไว้ในโฟลเดอร์ "เงินเล่น"
เราไม่เชื่อมโยงมันกับเวลาของเรา – เมื่อคุณหาเงิน 100 บาทด้วยการทำงาน 5 ชั่วโมง คุณจะคิดว่า "อาหารมื้อนี้คุ้มกับชีวิต 5 ชั่วโมงของฉันไหม?" แต่เงินที่ได้มาโดยไม่ต้องทำงานไม่มี "ต้นทุนเรื่องเวลา" มันเลยรู้สึกว่าถูกกว่า
เราแยกเงินในใจออกเป็นส่วนๆ – สมองของคุณมี "โฟลเดอร์ค่าใช้จ่าย" กับ "โฟลเดอร์เพื่อความสนุก" เงินลมจะถูกโยนเข้าโฟลเดอร์เพื่อความสนุกทันที แม้ว่าในความเป็นจริง 1 บาทก็คือ 1 บาท ไม่ว่ามันจะมาจากไหนก็ตาม
ตัวอย่างในชีวิตจริง:
เงินคืนภาษี (Tax refund) รู้สึกเหมือนโบนัสจากรัฐบาล คนเลยเอาไปซื้อทีวีจอแบน แทนที่จะเอาไปใช้หนี้
คนถูกหวย ได้เงิน 1,000 บาท แทนที่จะเก็บไว้ในกระเป๋า พวกเขากลับนำเงินนั้นไปซื้อหวยต่อ หรือเอาเงินบางส่วนไปแจกคนใกล้ตัวหมด เพราะมันเป็น "เงินของเจ้ามือ"
บริษัทได้รับกำไรก้อนโตโดยไม่คาดฝัน แล้วก็เอาไปซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานราคาแพง แทนที่จะเก็บไว้เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน
เคล็ดลับในการเอาชนะมัน:
ทันทีที่คุณได้รับเงินโดยไม่คาดฝัน ให้หยุดแล้วถามตัวเองว่า "ถ้าเงินก้อนนี้เป็นเงินเดือนปกติของฉัน ฉันจะซื้อสิ่งนี้ไหม?" จากนั้น บังคับตัวเองให้โอนมันไปที่บัญชีออมทรัพย์ ก่อนที่คุณจะมีเวลา "ใช้มันในใจ" เพื่อความสนุกที่ฉาบฉวย
อ่านบทความนี้แล้ว อย่าลืมนึกถึงเงินของตัวเองที่ได้จากแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่คุ้นเคยกันนะครับ ว่าเราใช้จ่ายในลักษณะของ Windfall Effect หรือเปล่า